November 06
เคยแหงนหน้ามองท้องฟ้าดำๆ มั่งไหม
แล้วเห็นอะไรบนนั้นบ้าง
ฉันแหงนมองท้องฟ้าบ่อยครั้ง แต่ท้องฟ้าเมืองหลวงไม่ปล่อยให้เราเห็นอะไรได้มากมายนัก
นอกจากดวงจันทร์และดวงดาวอีกสักสองสามดวง บนฉากสีดำผืนกว้าง
มันว่างเสียจนบางครั้งฉันนึกเป็นห่วงว่า พระจันทร์จะเหงาไหม
วันไหนเห็นพระจันทร์สวยๆ
ก็นึกว่า น่าจะมีใครสักคนมายืนดูด้วยกันที่ระเบียงนะ
.....................................................
วันนี้ได้เห็นภาพถ่ายภาพหนึ่งภาพนี้ ถ่ายโดยคุณ RBJ ณ เว็บไซต์ www.pixpros.net
เป็นภาพทางช้างเผือกบนท้องฟ้าทิเบต
เห็นแล้วร้อง โอ้โห...... ทางช้างเผือก!
เป็นภาพที่ทำให้ฉันได้ระลึกถึงความฝันของตัวเอง กับหนังเรื่อง The bucket list

ขอขอบพระคุณ ภาพจากที่นี่ : http://www.pixpros.net/forums/showthread.php?t=37692&page=2
ความฝันของฉันมันไม่ยิ่งใหญ่ ทรนง เหมือนของใครๆ
ไม่ได้ฝันจะเป็นเจ้าของบริษัทใหญ่ ไม่ได้ฝันว่าจะต้องมีคนนับหน้าถือตา แต่มันมักจะเป็นฝันอะไรแบบเล็กๆ
เช่น หนึ่งข้อในรายการฝันมีอยู่ว่า อยากได้เห็นทางช้างเผือกกับตาตัวเอง
จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า เคยเข้าไปนอนดูท้องฟ้าจำลองเมื่อตอนเด็กๆ
แล้วเกิดเป็นความตื่นเต้นแบบเด็กๆ แบบ โอ้โห.... ดาวเต็มฟ้า อยากให้ดาวเต็มฟ้าทุกวันเลย

พอโตขึ้น มีโอกาสขึ้นไปนอนบนดอยผ้าห่มปก ซึ่งเป็นดอยที่สูงเป็นอันดับสองรองจากดอยอินทนนท์
ดาวพรืดเต็มฟ้าและอยู่ใกล้หน้านิดเดียว ใกล้เหมือนจะหยิบได้
แต่ก็ยังมองไม่เห็นทางช้างเผือก
ได้เห็นดาวเต็มฟ้าทำให้รู้สึกว่าจักรวาลเวิ้งว้างขึ้นอีกมากมาย และช่วยเตือนฉันว่า
คนเรามันก็ตัวเล็กๆ แค่นี้เองเนาะ
แถวๆ นี้ เราก็มีกันอยู่แค่นี้เนาะ หกพันล้านคน
เขาพระวิหารก็มีอยู่อันเดียว.. ก็ของเราทุกคนน่ะล่ะ
จะมาอะไรกันมากมาย
ทางช้างเผือก.. สักวันฉันคงได้ขึ้นไป... ไปหาพ่อ
ไปช่วยพ่อเก็บค่าต๋งร้านเหล้า ที่มีพ่อของใครสักคนขึ้นไปเปิดร้านอยู่บนนั้น
November 03
บนอารมณ์เนือยๆ ของความเบื่อเฉา สมองสั่งให้ตีนพาตัวเดินหนีความเหนอะหน่ายของบ่ายวันอาทิตย์ ... ไปสู่อะไรที่น่าเบื่อน้อยกว่า
นั่นคือ ออกไปดูหนังที่ห้างใกล้บ้าน ท่ามกลางการคัดค้านกันไปมาของความคิด ไป-ไม่ไป
'เมื่อวานก็ไปดูมาเรื่องนึงแล้วนะ หนังไม่หนุกด้วย กลับมาบ้านต้องยืมหนังมาดูย้อมใจตั้ง 3 เรื่อง'
'เอาน่ะ ก็ยังดีกว่าอยู่บ้านนะ'
'ก็ได้วะ'
เช็ครอบหนัง...
มหาลัยสยองขวัญ - เฉือน - Surrogates และ Michael Jackson's This is it
เลือกดูเรื่องหลังสุด
ดูด้วยความไม่คาดหวังว่ามันจะสนุกเหมือนหนังทั่วไป เพราะคิดไว้ว่า มันก็คือภาพการซ้อมคอนเสิร์ตนั่นแหละ
ดูด้วยความที่ตัวเองไม่ได้คลั่งไคล้ ไมเคิล แจ๊คสัน อะไรมากมาย
ดูด้วยความคิดที่ว่า มันก็น่าจะดูนะ ไหนๆ ก็ไหนๆ ละ
บัตรดูโรงดิจิตอลราคา 180 บาท! แพงสมกับภาพคมชัดทุกอณูรูขุมขน
นึกถึงข่าวคาวๆ ของเขาที่ผ่านมา ที่เกี่ยวกับเด็กผู้ชาย ที่เกี่ยวกับลูกของเขา
ซึ่งความจริงในเรื่องเหล่านั้นจะเป็นยังไงฉันก็ไม่รู้ แต่เท่าที่เห็นจากจอหนังเขาเป็นคนน่ายกย่อง
เขารู้จักเพลงทุกเม็ดของเขา
เขาใส่ใจลงไปในทุกสิ่งที่เขาทำ
ไมเคิล แจ๊คสัน คือบิ๊กแบงแห่งแรงบันดาลใจของใครหลายคน
คือตัวอย่างที่ดีของการแปลงพลังงานศักย์ให้เป็นพลังงานจลน์ - แปลงปมด้อยให้เป็นแรงขับเคลื่อน
ในขณะที่ยังสุภาพ ถ่อมตนกับทุกคน
แม้ท่าเต้นบางท่าของเขาจะดูแปลกๆ และชวนหัวเราะ
แต่เพลงของเขาทำให้หลายคนในโรงขยับตัวตามไปด้วย
มีอยู่ซีนหนึ่ง ในจังหวะของการหารือที่ดีกรีของมันเกือบจะเทียบเท่าการทุ่มเถียง
ไมเคิลบอกว่า เมื่อภาพบนจอเล่นจบแล้วผมจะส่งสัญญาณให้กลองเริ่มเล่นเอง กลองต้องรอ
เขาโดนผู้กำกับถามว่า แล้วคุณจะรู้ไหมว่าภาพเล่นไปถึงไหนแล้ว และจะส่งสัญญาณให้กลองเริ่มถูกจังหวะได้ยังไง ในเมื่อคุณยืนหันหลังให้กับจอภาพ!?!
ไมเคิลนิ่งไปอึดใจ เหมือนกับนึกได้ว่า 'เออว่ะ แล้วกูจะรู้ได้ไง'
แต่แล้วเขาก็ตอบว่า "ผมก็ต้องกะจังหวะเอาน่ะ" ... คำตอบของเขาเหมือนเด็กที่โดนไล่จนจนแต้ม แต่ก็ยังมีทิฐิที่จะทำตามความคิดของตัวเอง
ผู้กำกับได้ยินคำตอบที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์แบบนี้ ก็ไม่ได้คัดค้านอะไร พูดแค่ "โอเค" แล้วช่วยสนับสนุนให้ไมเคิลได้ทำงานต่ออย่างราบรื่น
จากที่ไม่ได้คาดหวังอะไรตั้งแต่เริ่มแรก ก็กลับนึกนิยม และชมชอบ
ชอบ ท่าเต้นเดินเตะขาของเขา มันดูรื่นเริงแบบเด็กๆ
ชอบ แดนเซอร์แต่ละคนแข็งแรง และ HOT มาก ทั้งหญิง ชาย
ชอบ ท่าช้อนตูดนี่เซ็กซี่มาก แต่ไม่ยักเห็นมีในหนัง?

ชอบมือกีตาร์ผู้หญิงคนนี้ เท่ และ เซ็กซี่

ดูจบแล้วต้องชมคนตัดต่อ ที่ช่างเลือกช่างสรรฟุตเตจที่ไม่ได้ถ่ายไว้เพื่อการทำเป็นหนังใหญ่เอามาร้อยเรียงกันได้ขนาดนี้
ทำให้หนังดูสนุกและมีพลัง
ถึงแม้จะมีข่าวว่า ไมเคิล ในบางช่วงบางตอนของหนังไม่ใช่ไมเคิลตัวจริง
แต่ฉันว่าถ้าเขาจะใช้ตัวปลอมมาถ่ายเพิ่ม เสริมเข้าไปบ้าง ก็ไม่เห็นจะเป็นไร
ถ้ามันจะเติมตำนานของไมเคิลให้อิ่ม
ดูแล้วก็เสียดายเป็นอย่างยิ่งที่คอนเสิร์ตนี้
ไม่มีวันได้แสดงจริง!
October 29

ช่วงวันเวลาประมาณสามสี่วันที่ฉันขอติดสอยห้อยตามคนกลุ่มหนึ่งไปจัดงานคอนเสิร์ตนานาชาติ ในมณฑลทางเหนือของไทย วันเหล่านั้นทำให้ฉันนึกถึงหนังเรื่อง Almost Famous หนังซึ่งเล่าเรื่องราวของคอลัมนิสต์หนุ่มวัยรุ่นท่าทางไก่อ่อนคนหนึ่ง ที่ต้องตะลอนๆ เดินทางร่วมไปกับวงดนตรีร็อคแอนด์โรลวงหนึ่งไปทั่วอเมริกา เพื่อสังเกตการณ์และสัมภาษณ์ไว้เป็นข้อมูลสำหรับการเขียนคอลัมน์ส่งนิตยสาร The Rolling Stone
หนังไม่ได้สนุกมาก แต่ฉากบางฉากมันน่าจดจำ
ฉันคิด
พ่อหนุ่มนั่นเขาตามติดชีวิตนักร้อง ส่วนของฉันนี่เป็น ตามติดชีวิตออแกไนเซอร์
สถานการณ์ต่างกัน แต่ความมันส์ไม่น้อยหน้า
และจากที่ได้เข้าไปคลุกคลี ฉันพบว่า...
งานออแกไนเซอร์..
คนทำงานเขาเครียดกัน แต่สำหรับคนที่แฝงตัวเข้าไปสังเกตการณ์อย่างฉัน มันเป็นการทำงานที่สนุกดี
สนุกขนาดที่ว่า สามสี่วันนั้นฉันไม่คิดถึงคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเลยนั่นล่ะ
ไม่คิดว่าจะมีเมลมากี่ฉบับ
ไม่ห่วงว่าพืชสวนไร่นาในเกมจะออกหรือยัง
ไม่สนว่าคอมมูนิตี้จะไปถึงไหนแล้ว
ก็มันมีอะไรตรงหน้าที่ตื่นเต้นกว่าตั้งเยอะ
งานออแกไนเซอร์..
เป็นงานที่เหนื่อย เพลีย คนทำงานต้องตื่นตัวตลอดเวลา และต้องเป็นคนที่มีอัตราการเร่งเครื่องสูง
อย่างตอนที่เรานัดซัพพลายเออร์รายหนึ่งเอาไว้ตอนบ่ายสาม แต่เขาดันโผล่มาตอนห้าโมงเย็น
เราใช้เวลารอกันเปล่าๆ ไปสองชั่วโมง เมื่อทันทีที่มีโทรศัพท์เข้าและเขาบอกว่ามาถึงที่นัดหมายแล้ว
จากที่เรานอนตีพุงรอกันเรี่ยราด ก็เด้งพรวดพราดออกมาพบแทบจะในทันที
ใครที่ไม่วัยรุ่นมาเจอแบบนี้อาจเวียนหัวได้.. นี่ดีนะที่ฉันเคยได้ฝึกลมปรานมาบ้างแล้วจากกรุงเทพฯ เลยเอาตัวรอดมาได้
งานออแกไนเซอร์..
มีคนบอกฉันไว้ว่า "มันเป็นงานที่ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเยอะ ต้องใช้สติ ไหวพริบ"
ปัญหาเกิดขึ้นได้ทุกจังหวะทั้งเรื่องหุ้นส่วน เรื่องคนทำงาน ความไม่พร้อมอะไรต่างๆ
หรือแม้แต่เรื่องออกไปติดโปสเตอร์โปรโมทงาน
มีแต่แผ่นโปสเตอร์ แต่ไม่มีเทป หรือ กาว มาด้วย แล้วโปสเตอร์มันจะติดอยู่ได้ยังไง?
ในใจฉันนึก แถวนี้มีเซเว่นอีเลฟเว่นที่หัวมุมถนนไหนบ้างนะ?...
แต่พลันเสียงครีเอทีฟหัวใสดังสวนขึ้นว่า "เมิงลงไปซื้อข้าวสวยที่ร้านนั้นมาปั้นๆ แล้วแปะแทนกาวเลย" .....
พอสิ้นเสียง น้องโคโปรดิวเซอร์วิ่งลงรถไปโดยพลัน แล้วหิ้วถุงข้าวเหนียวร้อนๆ กลับมา
ข้าวเหนียวอุ่นๆ หอมๆ จนฉันคิดว่านาทีนั้นคงต้องมีใครคิดถึงหมูปิ้งฉ่ำๆ บ้างล่ะ ....
อ่ะ ถ้าไม่มีใครคิด สารภาพเลยว่าฉันนี่ล่ะคิด


แล้วข้าวเหนียวถุงละ 5 บาท ก็ช่วยยึดโปสเตอร์ให้ติดอยู่กับระแนงไม้ไผ่ได้เป็นอย่างดี!
ไม่รู้ว่ามันจะติดทนอยู่ได้กี่วัน แต่จังหวะนั้นมันก็เป็นอะไรที่มั่นคงใช้ได้
อันว่าปัญหาเฉพาะหน้า บางทีมันก็ใหญ่และนักหนาเกินกว่าภูมิปัญญาชาวบ้านจะช่วยแก้ไข เพราะมันเป็นเรื่องที่ต้องวัดใจกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ก็อย่างปัญหาเรื่องฟ้าฝนนั่นยังไง จัดงานกลางแจ้งช่วงเปลี่ยนฤดู ปลายฝน-ต้นหนาว มันก็มีเรื่องต้องลุ้นให้ใจตุ๊มๆ ต่อมๆ ว่าฝนจะตกไหม?
สมมติว่าเป็นงานแต่งงานกลางแจ้ง แม้พี่เต๋อแกจะบอกว่า ริจะเป็นเจ้าสาวก็จงอย่ากลัวฝนเพราะฝนนั้นเย็นฉ่ำ
แต่ทั้งเจ้าสาวและเจ้าบ่าวก็จะประสานใจกันบอกว่า
ไม่ได้กลัวววว แต่รอให้ส่งตัวเข้าหอก่อนแล้วค่อยตกได้ไม๊เล่าาาาาาา
เจอสถานการณ์แบบนี้ ได้เวลาเริ่มงานแล้ว แต่ฝนตกจั่กๆๆๆๆ ตกราวกับประชดทุ่งกุลาที่ไม่ร้องไห้อีกต่อไป
ครีเอทีฟหัวใสคนเดิมกางร่มเดินอ้วนฝ่าสายฝนเข้าปรึกษาพระภูมิที่ศาลและพระแม่ธรณี
ธูป 16 ดอกจำนวน 2 กำ ถูกจุดขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์
งุบงิบ งึมงำ ธูป 2 กำ รวมกันได้ 32 ดอก...
ปักธูปได้สักพัก ชั่วเคี้ยวหมากฝรั่งยังไม่ทันจืด ฝนก็หยุด!!!!! คุณพระ! ฝนหยุดสนิท!!!
เราไชโยโห่ฮิ้วถวายพระพิรุณ... และนาทีนั้นฉันว่าฉันเห็นดอกหญ้าข้างทางแถวนั้นค้อนควักเข้าให้ ค่าที่ทำให้มันอดกินน้ำฝน
"อะไรที่เราทำได้ ก็ไม่มีเหตุผลที่เราจะไม่ทำ" เขาว่างั้น
งานออแกไนเซอร์..
ทำให้เราได้เห็นคนหลากหลายมากมายระดับ นับตั้งแต่ไฮโซไปจนถึงชนกลุ่มน้อย
ในงานไฮโซเราเห็นคนแต่งตัวสวยงาม เครื่องแต่งกายราคาแพง กับสายตาของความภาคภูมิ
ในงานบ้านๆ เราเห็นแววตารื่นเริง และความน่ารักที่ซุกซ่อนอยู่.... ในรองเท้า!
ไทใหญ่คนนึงมาซื้อเหล้าตอง เขายกตีนออกจากรองเท้าเพื่อหยิบเงิน(ของตัวเอง) ที่ซ่อนให้พ้นมือเพื่อนไว้ในนั้น! - โห... นึกว่าจะมีเรื่องซะแล้ว


งานออแกไนเซอร์..
ถึงตอนเลิกงาน แม้ว่าผู้จัดจะไม่ค่อยรื่นเริงเท่าไหร่ เพราะพอได้เห็นตัวเลขผลประกอบการแล้วลมสว้านร่ำๆ จะขึ้นอยู่เป็นระรอกๆ
แต่อย่างน้อยเราก็ยังได้เห็นรอยยิ้มของทีมงาน ที่ช่วยกันทำงานอย่างขันแข็งจนงานลุล่วง
เราได้กำลังใจจากรอยยิ้มจากความสุขของคนที่มาเที่ยวงาน เป็นรอยยิ้มที่ช่วยเปลื้องความเหน็ดเหนื่อยของเราลงได้บ้าง
แม้ในใจจะคิดว่า... "พวกที่โดดเย้วๆ รำกันเชิ้บๆ กันอยู่นั่นน่ะ สูจะรู้มั่งไม๊ว่าเฮาเครียดดดดดดดดด"
เรียลิตี้ชุดนี้ ถ้าจะตั้งชื่อให้ล้อกับ “Almost Famous: อีกนิดก็ดังแล้ว” ก็น่าจะเป็น...
“Absolute organizer The reality: ตามติดชีวิตออแกไนซ์... อีกนิดก็รวยแล้ว”
October 11
จั่วหัวเรื่องล่อบาปกรรมเสียอย่างนั้นน่ะ
อันที่จริงแล้ว แม้มันเป็นสมุดบันทึกของพระ จริง แต่ฉันก็ไม่ได้แอบอ่าน
เพราะมีสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งเขาพิมพ์ออกขายเป็นเรื่องเป็นราว โดยมีชื่อหนังสือว่า
"บันทึก นึกได้เอง" โดยท่านพุทธทาสภิกขุ
ซึ่งนี่เป็นสมุดบันทึกของท่านพุทธทาสที่เขียนไว้ในระหว่างปี 2495
ทั้งในลักษณะทั้งบันทึกประจำวัน ใคร ทำอะไร ที่ไหน และทั้งในลักษณะบันทึกความนึก ความคิด
..........................
ในวันอาทิตย์ที่ดูเหมือนว่า เวลาขี้เกียจทำงานของมัน
หลังจากที่นอนดูหนังทั้งวันจนตาเบลอ ก็นึกอยู่ว่าจะหยุดจากการดูหนังมาทำอะไรดี ที่มันไม่ต้องใช้สายตา??
เปิดคอมหรือ? อ่านหนังสือหรือ? ....
อะไรๆ ก็ต้องใช้สายตาทั้งนั้น
ผีเริ่มตากผ้าอ้อมแล้ว
ไหนลองออกไปยืนทอดสายตาไปยาวๆ ที่ระเบียงดูซิ เผื่อจะผ่อนคลายลงได้บ้าง ไม่รู้ยังไง พลันนึกถึงหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา
ซึ่งมันเป็นหนังสือที่พี่ผู้มีอุปการะคุณท่านหนึ่งให้เป็นของขวัญปีใหม่เมื่อประมาณ 3 - 4 ปีมาแล้ว
แต่ฉันก็ได้แค่พลิกหน้ากระดาษดูผ่านๆ ยังไม่ได้เปิดอ่านเป็นจริงเป็นจังเลย
ดึงหนังสือออกมาจากส่วนล่างๆ ของตั้งหนังสือ
ปัดฝุ่นและใยแมงมุมออกจากหน้าปกและสัน หนังสือก็ใหม่กริบ ... แน่ล่ะ ก็ไม่เคยเปิดอ่านเลยนี่หว่า
ลองพลิกอ่านดูในหลายๆ หน้า พบศัพท์เทคนิคทางธรรมะเต็มไปหมด
บางเรื่องก็เหมาะกับสงฆ์ บางเรื่องก็เหมาะกับฆารวาส
บางเรื่องฉันก็อ่านเข้าใจ บางเรื่องก็ไม่เข้าใจ
แต่อ่านแล้วรู้สสึกใจเบา อยู่เหมือนกัน
...........................
ฉันไม่นับถือพระพุทธเจ้า!
ฉันไม่นับถือพระพุทธเจ้า!
แต่นับถือสิ่งซึ่งพระพุทธเจ้าทรงสั่งให้นับถือ
ในพระไตรปิฏกทั้งสิ้น ไม่มีตรงไหนที่ตรัสสอนให้เรานับถือพระพุทธเจ้า
มีแต่สอนให้นับถือตัวเองและธรรม!
ฉะนั้น ฉันต้องนับถือสิ่งที่ทรงสั่งให้นับถือ
บางส่วนจากบันทึกวันที่ 26 พฤศจิกายน 2495
September 30

Everything is gonna be alright
Everything is gonna be alright
Everything is gonna be alright
Everything is gonna be alright
ในเช้าของวันที่เริ่มรู้สึกว่ามีลมเย็นๆ พัดมาจากทางเหนือ
ในหูก็ได้ยินเสียงท่อนหนึ่งจากเพลง "No woman no cry" ดังขึ้นซ้ำๆ เป็นจังหวะบอสซาโนว่า
ได้ยินได้ฟังแล้วก็รู้สึกดี
"Everything is gonna be alright"
ใครๆ ก็รู้ว่ามันเป็นแค่คำพูดไว้สำหรับให้กำลังใจคน โดยที่ไม่มีตรรกะ เหตุผลอะไรใดๆ มารับรองเลยว่า
เหตุการณ์ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันจะเรียบร้อยดังว่าหรือเปล่า
และเรามักจะได้ยินประโยคนี้บ่อยๆ ในหนังฝรั่ง
ส่วนมากจะเป็นหนังดราม่า หนังสยองขวัญ หนังภัยพิบัติ
แม้ในหนังที่ดูสิ้นหวังที่สุดอย่าง I am legend กำลังใจของคนดูก็ยังเรืองรองขึ้นได้ด้วย
"Everything is gonna be alright"
คนที่ไม่มีใคร ก็ได้ให้กำลังใจตัวเองไป
แต่ แม้คนจะเพียรปลอบประโลมตัวเองด้วยตัวเองสักเท่าไร ก็มักไม่ได้ผลเท่ากับการได้รับฟังจากคนอื่น
แค่ประโยคง่ายๆ ถ้าคนฟังไม่ปิดกั้นจนเกินไปนัก ก็คงช่วยบรรเทาเบาใจลงได้บ้าง
หลายคนพูดจาส่อเสียดได้เป็นไฟ ก็ควรที่จะไม่ลืมพูดประโยคง่ายๆ ทำนองนี้ด้วย
ไม่เป็นไรนะ
เดี๋ยวมันก็ผ่านไป
เดี๋ยวก็หาย
เดี๋ยวมันก็ดีเอง
ฯลฯ
"Everything is gonna be alright"
ใครๆ ก็รู้ว่ามันเป็นแค่คำพูดไว้สำหรับให้กำลังใจคน โดยที่ไม่มีตรรกะ เหตุผลอะไรใดๆ มารับรองเลยว่า
เหตุการณ์ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันจะเรียบร้อยดังว่าหรือเปล่า
แต่อย่างน้อยมันก็บอกเราว่า ระหว่างเรากับเรื่องแย่ๆ...
ถ้าเราไม่เป็นฝ่ายเดินผ่านมัน มันก็จะผ่านเราไปเอง
ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งล่ะ